Home » การพัฒนาธุรกิจเกษตรในไทย ผ่านการใช้เทคโนโลยี IoT
1.การพัฒนาธุรกิจ

การพัฒนาธุรกิจเกษตรในไทย ผ่านการใช้เทคโนโลยี IoT

by Victor Hanson
34 views

ธุรกิจเกษตรในประเทศไทยพบว่าต้องเผชิญกับหลายปัญหาและความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อการผลิต เช่น ผลิตภาพที่ต่ำลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและภัยคุกคามทางธรรมชาติ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เร็วขึ้น

ทำให้ผู้ประกอบการต้องใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรในการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการผลิต จากเดิมที่ใช้เพียง องค์ความรู้และประสบการณ์เดิม (know how) ปัจจุบันเทคโนโลยีเกษตรก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยี IOT ซึ่งเป็นหนึ่งในเทรนด์เทคโนโลยีแห่งอนาคต และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจของผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร ในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

เทคโนโลยี IOT สำหรับธุรกิจเกษตร

มีการใช้งานเริ่มต้นโดยการใช้เซ็นเซอร์ในการติดตามและตรวจสอบสถานะข้อมูลที่สำคัญในการเพาะปลูกในแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจและบริหารจัดการการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การตรวจวัดความเข้มของแสง อุณหภูมิ ความชื้นในดิน และสภาพอากาศ

ข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์นี้ จะถูกส่งผ่านระบบอินเทอร์เน็ตไปยังระบบคลาวด์เพื่อทำการวิเคราะห์และประมวลผล ซึ่งในอนาคตเทคโนโลยีนี้จะเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการพัฒนาร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจในกระบวนการเพาะปลูกอย่างอัตโนมัติ และที่สำคัญคือการทำให้ขบวนการผลิตเกษตรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในประเทศไทยมีบริษัทหลายรายที่นำเทคโนโลยี IOT มาใช้ในธุรกิจเกษตรอย่างสำเร็จ เช่น บริษัทมิตรผลที่ใช้เทคโนโลยี IOT ในการสํารวจระยะไกลผ่านดาวเทียมและใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศเพื่อช่วยประเมินข้อมูลความชื้นของดิน ภาวะการขาดน้ำและอาหาร รวมถึงความเสี่ยงของโรคและศัตรูพืชที่ส่งผลต่อการเติบโตของอ้อย ทำให้สามารถคาดการณ์ปริมาณผลผลิตและคุณภาพของอ้อยได้ในระดับที่แม่นยำมากขึ้น โดยผลผลิตเฉลี่ยของอ้อยสามารถเพิ่มขึ้นจาก 7-8 ตันต่อไร่ เป็น 10-15 ตันต่อไร่ ทำให้ธุรกิจเกษตรมีโอกาสในการเติบโตและเจริญเติบโตมากยิ่งขึ้นได้ในอนาคต

2.การพัฒนาธุรกิจ

เทคโนโลยี Internet of Things (IoT)

มีผลต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันอย่างมาก โดยเฉพาะในภาพรวมของธุรกิจ SMEs ในประเทศไทย ไม่เพียงแค่ผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ แต่ยังมีผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพมากพอที่จะเป็นคู่แข่งในตลาดได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น วราภรณ์ฟาร์ม ที่กำลังเป็นที่รู้จักในวงการฟาร์มโคนม ด้วยการนำเทคโนโลยี IoT มาใช้ในการบริหารจัดการและเลี้ยงวัว ได้เพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการในการจับสัดและการระบุโรคในวัว ทำให้มีการดูแลและป้องกันโรคได้อย่างทันท่วงที ซึ่งส่งผลให้ลดการสูญเสียและประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาสัตว์ได้มากถึง 50% อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ไร่กำนันจุลที่พัฒนาโรงเรือนปลูกเมล่อน ที่ใช้เทคโนโลยี IoT เพื่อควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือน ลดลงได้ถึง 4-8 องศาเซลเซียส รวมถึงการใช้เซ็นเซอร์ในการเก็บข้อมูลที่จำเป็นในการเพาะปลูก และการควบคุมระบบการให้น้ำผ่านสมาร์ทโฟน เช่นกัน

การนำเทคโนโลยี IoT เข้ามาใช้ในธุรกิจเกษตรช่วยให้ธุรกิจเกษตรไทยเปลี่ยนรูปโฉมไปเป็นรูปแบบ decentralized โดยผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริหารจัดการผลิตได้ด้วยตนเอง ด้วยฐานข้อมูลแบบเรียลไทม์ และเฉพาะเจาะจงกับพื้นที่ผลิตจริง ทำให้การบริหารจัดการผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (young farmer) มีโอกาสประสบความสำเร็จในธุรกิจเกษตรได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะ การใช้เทคโนโลยี IoT เพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเป็นเอลนิโญ ที่มีความถี่มากขึ้นในปีหลังจากปี 2010-2019 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้านั้น ปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนผ่านดัชนีชี้วัดปรากฏการณ์เอลนิโญและลานิญาหรือ Oceanic Nino Index (ONI) ซึ่งมีการคำนวณจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเล (SST) ที่เปลี่ยนไปจากค่าปกติ

วิธีลดความเสียหายให้กับผลผลิต จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การนำเทคโนโลยี IoT มาใช้ในการจัดการแปลงแหวนฟาร์ม โดยบริษัทในภาครัฐบาลท้องถิ่น เช่น เมือง Oregon ได้เริ่มสนับสนุนและส่งเสริมให้ชาวสวนฟาร์มบลูเบอร์รี่ใช้อุปกรณ์ HydraProbe เพื่อวัดความชื้นในดินในแต่ละระดับความลึก ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากเนื่องจากบลูเบอร์รี่เป็นพืชที่อ่อนไหวต่อการขาดน้ำ การใช้ HydraProbe ช่วยให้สามารถปรับปรุงการใช้น้ำและปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชได้อย่างแม่นยำ โดยช่วยลดการใช้สารเคมีที่มักจะทำให้เกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

นอกจากนี้ โดยการใช้เทคโนโลยี IoT ยังมีประโยชน์ในการเตือนภัยจากสภาวะอากาศที่รุนแรง เช่น อากาศร้อนจัดหรือหนาวจัด ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยช่วยให้เกษตรกรสามารถปรับตัวและดำเนินการในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงและสูญเสียได้มากขึ้น เทคโนโลยี IoT ในธุรกิจเกษตรคือการช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถรับมือกับความท้าทายในยุคสินค้าออร์แกนิกได้ โดยยังคงคุณภาพของผลผลิตไว้เหมือนเดิม ตลอดจนช่วยลดต้นทุนในการผลิตด้วย เช่น บริษัท Organic Farm (Chiang Mai) ในประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยี smart irrigation และเซ็นเซอร์อัจฉริยะในการควบคุมคุณภาพและปริมาณน้ำให้กับพืช ทำให้สามารถผลิตผลผลิตอินทรีย์ที่มีคุณภาพและปลอดสารเคมีได้มากขึ้น โดยยังช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้อีกด้วย

การนำเทคโนโลยี IoT มาใช้ในธุรกิจเกษตรไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ประกอบการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างยั่งยืน โดยทำให้ธุรกิจเกษตรในยุคสินค้าออร์แกนิกมีโอกาสเติบโตและยังคงความยั่งยืนได้ในอนาคต

การระบาดของโรคระบาด COVID-19 ได้ทำให้ภาคเกษตรต้องปรับตัว เพื่อรองรับสถานการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) เพื่อทดแทนแรงงานมนุษย์ได้เป็นที่น่าสนใจอย่างมาก บริษัทผู้ผลิตโดรน XAG ในเมืองกว่างโจวของจีนได้เปิดเผยว่าช่วงเริ่มแรกของปี 2020 พวกเขาได้ขายโดรนทางการเกษตรมากถึง 4,000 เครื่อง ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงในการสัมผัสและการติดต่อกันระหว่างบุคคลในช่วงโรคระบาดนี้ บริษัท Yifei Technology ก็ได้เห็นโอกาสและความต้องการในตลาดนี้ โดยการคาดการณ์ว่ารายได้จากการผลิตและจำหน่ายโดรนและหุ่นยนต์เกษตรจะเติบโตอย่างมากในปีนี้ และเป็นไปได้ที่จะเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าของปีก่อนโรคระบาด โดยการใช้โอกาสที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19

นอกจากนี้ ตลาดเทคโนโลยีการเกษตรในจีนก็ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว บางส่วนเนื่องจากการสนับสนุนจากภาครัฐในการซื้อโดรนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ใช้โดรนในการเกษตรอย่างแพร่หลาย โดยเป้าหมายในปี 2020 คือการให้บริการโดรนถึง 30,000 เครื่อง

การใช้เทคโนโลยี IoT ในธุรกิจเกษตรไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด แต่ความเข้าใจในข้อมูลและปัจจัยที่สำคัญที่สุดในกระบวนการผลิตเป็นสิ่งสำคัญ การร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทั้งภาครัฐและเอกชนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้ผู้ประกอบการสามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้อย่างง่ายดายมากขึ้น

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยี IoT ไม่ใช่การแก้ไขที่เหมาะสมสำหรับทุกกรณี แต่ต้องมีการปรับแต่งให้เหมาะสมกับแต่ละรูปแบบของธุรกิจเกษตร โดยต้องพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุนและการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับผลผลิตเกษตรในแต่ละกรณีอย่างละเอียดอ่อน

สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.108engine.com/News/2020/Vehicle-News-Jun-2020-10.asp

Related Posts

logo

Phoenixchos เว็บไซต์รวมความรู้ที่คุณต้องการ มีความหลากหลายและประเด็นที่น่าสนใจ เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน ที่คุณสามารถนำไปใช้ได้จริง

ติดต่อ

บทความ

@2024 – Designed and Developed by phoenixchos